News

Home > News

News

เหตุการณ์โรคในประเทศ
 

ไทยไม่พบป่วย“ไวรัสนิปาห์” จากอินเดีย แต่พบเชื้อในค้างคาว ยังไม่ติดจากสัตว์สู่คน

icon 27/01/2569 เหตุการณ์โรคในประเทศ
ไทยไม่พบป่วย“ไวรัสนิปาห์” จากอินเดีย แต่พบเชื้อในค้างคาว ยังไม่ติดจากสัตว์สู่คน
เมื่อวันที่ 26 ม.ค. เวลา 11.00 น.ที่กระทรวงสาธารณสุข  แถลงข่าวในประเด็น "โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus Disease)" โดย นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และพญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค ร่วมแถลงข่าวสถานการณ์ “ไวรัสนิปาห์” ในประเทศอินเดีย ไม่พบเชื้อจากการคัดกรองผู้เดินทางจากอินเดีย นพ.โสภณ กล่าวว่า โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์  แม้เป็นโรคที่ถูกกำหนดให้เป็น 1 ใน 13 โรคติดต่ออันตรายตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558  และต้องรายงานหากพบผู้ป่วยภายใน 3 ชั่วโมง แต่ปัจจุบันยังไม่เคยมีรายงานผู้ป่วยโรคนี้ในประเทศไทยมาก่อน มีพบในต่างประเทศ คือประเทศบังกลาเทศและรัฐเวสต์เบงกอล ประเทศอินเดีย แม้พื้นที่ดังกล่าวจะอยู่ห่างไกลจากไทย แต่ต้องเฝ้าระวัง  และกรมควบคุมโรคมีมาตรการตรวจคัดกรองเฉพาะผู้เดินทางจำกัดเฉพาะเที่ยวบินที่บินตรงมายังไทย 3 สนามบิน คือ สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต

จากการคัดกรองยังไม่พบผู้ป่วย ซึ่งหากพบอาการเข้าข่ายสงสัย เช่น มีไข้ หรืออาการทางเดินหายใจ และมีประวัติเดินทางมาจากพื้นที่ระบาดภายใน 21 วัน จะมีการสอบสวนโรคและเก็บตัวอย่างส่งตรวจ ที่ผ่านมายังไม่พบ นอกจากนี้ ผู้โดยสารจากพื้นที่เสี่ยงจะต้องกรอกเอกสารตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อ และหากมีอาการป่วยภายใน 21 วันที่อยู่ในไทย จะต้องติดต่อสายด่วน 1422 ทันที ขณะที่คนไทยสามารถเดินทางได้ปกติ “จากการเดินทางเข้ามาและตรวจคัดกรอง ที่ผ่านมามีส่งตรวจเชื้อ ก็ยังไม่พบผู้ป่วยไวรัสนิปาห์ในไทย  เราติดตามอย่างใกล้ชิดกับองค์การอนามัยโลก(WHO) ประจำประเทศไทย และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ประเทศไทยมีความพร้อมในการรับมือทุกด้าน ถ้าให้ประเมินโอกาสเกิดการระบาดหรือไม่นั้นคิดว่าน่าจะอยู่ระดับสีเหลืองอ่อนๆ”รองปลัด สธ. กล่าว นอกจากนี้ จากการตรวจผู้ป่วยโรคสมองอักเสบย้อนหลัง ก็ยังไม่พบหลักฐานการติดเชื้อไวรัสนิปาห์  เชื้อไวรัสนิปาห์ที่พบในค้างคาวในประเทศไทยเป็นสายพันธุ์บังคลาเทศ  และขอให้มั่นใจว่า ไทยมีระบบคัดกรองเข้ม  อย่างข้อมูลผู้เดินทางมาจากอินเดียเฉพาะรัฐเวสต์เบงกอลมีประมาณ 10% จากทั้งหมดที่เดินทางมาจากอินเดีย หรือประมาณ 2 แสนคน แต่ยังไม่มีใครมีอาการเข้าข่าย หรือป่วยไวรัสนิปาห์

สถานการณ์ติดเชื้อในอินเดีย 2 ราย ด้าน พญ.จุไร กล่าวว่า สถานการณ์ของรัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย ล่าสุด พบผู้ติดเชื้อเป็นบุคลากรในสถานพยาบาล มีจำนวน  2 ราย เบื้องต้นรับเชื้อจากผู้ป่วยในชุมชน โดยผู้ป่วยในชุมชนรับเชื้อจากสิ่งคัดหลั่งของค้างคาว ที่ปนเปื้อนในผลไม้ ส่วนผู้สัมผัสใกล้ชิดทั้งคนในครอบครัว บุคลากรทางการแพทย์ กว่า 200 คน มีผลเป็นลบทั้งหมด ยืนยันได้ว่า เชื้อไวรัสนิปาห์ไม่ได้แพร่กระจายง่ายและรวดเร็วเหมือนเชื้อโควิด19 หรือไข้หวัดใหญ่ จากข่าวก่อนหน้านี้ 5 ราย แต่พบว่ามีเคสยืนยัน 2 ราย ส่วนอีก 3 รายที่ว่าจะเข้าข่าย ไม่มีผลตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยัน ส่วนผู้เข้าข่ายทั้งบุคลากรและคนในครอบครัวกว่า 200 ราย พบผลเป็นลบทั้งหมด และยังไม่มีรายงานผู้ป่วยเพิ่มเติม   ยืนยันได้ว่า เชื้อไวรัสนิปาห์ไม่ได้แพร่กระจายง่ายและรวดเร็วเหมือนเชื้อโควิด19 หรือไข้หวัดใหญ่ โดยความสามารถในการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ ผู้ป่วย 1 คนแพร่ไปยังคนอื่นได้ 1-2 คน , เชื้อโควิด-19 แพร่ได้ 8-10 คน ส่วนเชื้อไวรัสนิปาห์ แพร่ได้ 0.2-0.8 หรือน้อยกว่า 1 คน แสดงว่าแพร่เชื้อไปผู้อื่นค่อนข้างยาก รวมทั้งจะไม่มีการแพร่เชื้อก่อนแสดงอาการป่วย และผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการหนัก ไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้ การติดเชื้อจะต้องมีการสัมผัสสารคัดหลั่ง จึงต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วยมากๆ พญ.จุไร กล่าวต่อว่า เชื้อไวรัสนิปาห์สามารถก่อโรคทางระบบประสาท และระบบทางเดินหายใจ โดยพบว่ามี 2 สายพันธุ์ย่อยคือสายพันธุ์มาเลเซีย และสายพันธุ์บังคลาเทศ ซึ่งสายพันธุ์บังคลาเทศอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง และมีอาการระบบทางเดินหายใจด้วย ไวรัสนิปาห์จะก่ออาการปอดอักเสบรุนแรงกว่าโควิดในคนปกติทั่วไป  ทั้งไม่มียารักษาและไม่มีวัคซีนป้องกัน ดังนั้นการป้องกันตนเองคือสิ่งสำคัญที่สุด ส่วนการคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากประเทศอินเดียนั้น เนื่องจากเป็นการระบาดเฉพาะจุด จึงมีการคัดกรองเฉพาะผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ระบาด ไม่ใช่คัดกรองทุกคนที่มาจากประเทศอินเดีย

สำหรับการเฝ้าระวังค้างคาวกินผลไม้ ซึ่งในประเทศไทยมีเพียงพันธุ์เดียวคือ ค้างคาวแม่ไก่นั้น มีการตรวจหาเชื้ไวรัสนิปาห์มานานแล้ว โดยพบเชื้อไวรัสนิปาห์ในค้างคาวแม่ไก่ ร้อยละ 10 ซึ่งเป็นสัดส่วนน้อย เมื่อเทียบกับพื้นที่ระบาดในอินเดียที่พบเชื้อในค้างคาวสูงถึง ร้อยละ 40- 50 โดยช่วงที่ตรวจพบเชื้อในค้างคาวจะเป็นเดือนเม.ย.-พ.ค.สูงสุดในช่วงปี ที่สำคัญคือ ยังไม่พบหลักฐานการแพร่เชื้อจากค้างคาวสู่สุกรหรือสู่คนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงค้างคาวที่ติดเชื้อ คำแนะนำสำหรับประชาชน สำหรับคำแนะนำในการปฏิบัติตัวสำหรับประชาชน  คือ
1.เรื่องความปลอดภัยของอาหาร ห้ามเก็บผลไม้ที่ร่วงหล่นหรือมีรอยกัดแทะของสัตว์มารับประทานเด็ดขาด เพราะอาจปนเปื้อนน้ำลายค้างคาวได้ ควรล้างผลไม้ให้สะอาดและปอกเปลือกก่อนทานเสมอ
2.การดูแลสัตว์เลี้ยง ไม่ควรเลี้ยงสุกรในบริเวณใต้ต้นไม้ที่เป็นที่พักพิงของค้างคาว เพื่อป้องกันสิ่งคัดหลั่งตกลงไปในคอก
3.ห้ามนำเศษผลไม้ที่มีรอยกัดมาเลี้ยงหมู
4.หากประชาชนพบสัตว์เลี้ยงป่วยตายผิดปกติให้รีบแจ้งปศุสัตว์ทันที
5.ห้ามล่าหรือสัมผัสค้างคาวด้วยมือเปล่า
6.หากมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ หรือซึมสับสน ให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสความเสี่ยงให้ชัดเจน 

ผู้สื่อข่าวถามถึงความรุนแรงของโรคไวรัสนิปาห์ อัตราตายเท่าไหร่ พญ.จุไร กล่าวว่า ปัจจุบันไม่มียารักษาไวรัสนิปาห์  โดยร้อยละอัตราเสียชีวิตค่อนข้างกว้างประมาณ 40-75% แต่บางรายงานถึง 90% ขึ้นกับ 2 ปัจจัย คือ  การเข้าถึงการรักษาที่สถานพยาบาล เพราะรักษาหลักคือ การรักษาแบบประคับประคอง การให้น้ำเกลือ การดูแลระบบทางเดินหายใจ หากการรักษาดีก็ทำให้ผู้ป่วยฟื้นได้ แต่ก็จะมีผลข้างเคียงระยาว และอีกปัจจัย คือ สายพันธุ์ของเชื้อ ซึ่งเชื้อจากบังคลาเทศค่อนข้างรุนแรง อัตราเสียชีวิต 70% แต่มาเลเซียจะน้อยกว่า
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว
คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น (Strictly Necessary Cookies)
เปิดใช้งานตลอด
คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ ศูนย์รวมข้อมูลโรคติดต่อ เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ ศูนย์รวมข้อมูลโรคติดต่อ ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้
คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์และประเมินผลการใช้งาน (Performance Cookies)
คุกกี้ประเภทนี้ช่วยให้ ศูนย์รวมข้อมูลโรคติดต่อ ทราบถึงการปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้งานในการใช้บริการเว็บไซต์ของ ศูนย์รวมข้อมูลโรคติดต่อ รวมถึงหน้าเพจหรือพื้นที่ใดของเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยม ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลด้านอื่น ๆ ศูนย์รวมข้อมูลโรคติดต่อ ยังใช้ข้อมูลนี้เพื่อการปรับปรุงการทำงานของเว็บไซต์ และเพื่อเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งานมากขึ้น ถึงแม้ว่า ข้อมูลที่คุกกี้นี้เก็บรวบรวมจะเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ และนำมาใช้วิเคราะห์ทางสถิติเท่านั้น การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ ศูนย์รวมข้อมูลโรคติดต่อ ไม่สามารถทราบปริมาณผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ และไม่สามารถประเมินคุณภาพการให้บริการได้
คุกกี้เพื่อการใช้งานเว็บไซต์ (Functional Cookies)
คุกกี้ประเภทนี้จะช่วยให้เว็บไซต์ของ ศูนย์รวมข้อมูลโรคติดต่อ จดจำตัวเลือกต่าง ๆ ที่ท่านได้ตั้งค่าไว้และช่วยให้เว็บไซต์ส่งมอบคุณสมบัติและเนื้อหาเพิ่มเติมให้ตรงกับการใช้งานของท่านได้ เช่น ช่วยจดจำชื่อบัญชีผู้ใช้งานของท่าน หรือจดจำการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าขนาดฟอนต์หรือการตั้งค่าต่าง ๆ ของหน้าเพจซึ่งท่านสามารถปรับแต่งได้ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้อาจส่งผลให้เว็บไซต์ไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์
คุกกี้เพื่อการโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมาย (Targeting Cookies)
คุกกี้ประเภทนี้เป็นคุกกี้ที่เกิดจากการเชื่อมโยงเว็บไซต์ของบุคคลที่สาม ซึ่งเก็บข้อมูลการเข้าใช้งานและเว็บไซต์ที่ท่านได้เข้าเยี่ยมชม เพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่นที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของ ศูนย์รวมข้อมูลโรคติดต่อ ทั้งนี้ หากท่านปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะไม่ส่งผลต่อการใช้งานเว็บไซต์ของ ศูนย์รวมข้อมูลโรคติดต่อ แต่จะส่งผลให้การนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่น ๆ ไม่สอดคล้องกับความสนใจของท่าน
บันทึกการตั้งค่า